บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู

เห็นรูปนาม 50 %



เรามาดูการโกหกแบบโคตรมหางี่เง่าแบบอมตะนรันดร์กาลของมหาโชดกกันต่อ 

จากภาพด้านบนนั้น ดูข้อความที่ผมเน้นสีฟ้าก่อน  คำว่า “อปสฺสํ” แปลว่า “ไม่เห็น” คำว่า “ปสฺสโต” แปลว่า “เห็น

มาดูคำแปลภาษาไทยกันอีกทีหนึ่งให้ชัดๆ

ผู้ใดเห็นความเกิดดับของรูปนามอย่างนี้ มีชีวิตอยู่ได้เพียงวันเดียวแล้วตายเสีย ดีกว่าบุคคลผู้ไม่เห็นความเกิดดับของรูปนาม แต่มีอายุอยู่ได้นานถึง ๑๐๐ ปี ดังนี้ฯ

ขอยืนยันว่า ข้อความนี้มหาโชดกเขียนขึ้นมาเอง  แล้วมหาโชดก เห็น อะไรบ้างในการปฏิบัติธรรม  ไม่ว่าเห็นอะไร มหาโชดก เห็นหนอ หมด เพื่อให้ไม่เห็นหมด  ขนาด ดร. สนอง วรอุไรเห็นนางฟ้า มหาโชดกก็บอกว่า “ไม่ถูก” 

ชีวิตทั้งชีวิตของมหาโชดกจึงเป็นชีวิตที่สูญเปล่าในทางบุญ   เกิดมาทำลายตัวเองแท้ๆ

แล้วภาษาบาลีที่มหาโชดกแปลออกมานั้น ก็แปลว่า “เห็น” ชัดๆ  มหาโชดกเสือกไม่ยอมเห็นไปตามพระพม่า  มันแสดงถึงความโง่งี่เง่าของมหาโชดกขนาดไหน ก็ลองคิดดูเอง

ต่อมาข้อความที่ผมเน้นสีเหลือง ที่ว่า

ตรงที่ดับวูบลงไปนี้ เข้าเขตวิปัสสนาญาณ เป็นอุททัพพยฐาณ คือ ญาณที่ ๔ เห็นรูปนามเกิดชัดชัด ๕๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว

ผมถามท่านผู้อ่านหน่อยเถอะว่า มันมีหรือ เห็นรูปนาม 50มันเป็นการโกหกที่งี่เง่าสุดๆ  ขอให้ดูความหมายของญาณ 16 ในตารางด้านล่าง  ผมเอามาจากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

ขอย้ำก่อนว่า ญาณ  16 ไม่มีในพระไตรปิฎกนะครับ  เป็นการสรุปมาจาก คัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค และวิสุทธิมรรค

1. นามรูปปริจเฉทญาณ
ญาณกำหนดจำแนกรู้นามและรูป คือ รู้ว่าสิ่งทั้งหลายมีแต่รูปธรรมและนามธรรม และกำหนดแยกได้ว่า อะไรเป็นรูปธรรม อะไรเป็นนามธรรม
2. ปัจจยปริคคหญาณ
ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป คือรู้ว่า รูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัยและเป็นปัจจัยแก่กัน อาศัยกัน โดยรู้ตามแนวปฏิจจสมุปบาท ก็ดี ตามแนวกฏแห่งกรรม ก็ดี ตามแนววัฏฏะ 3 ก็ดี เป็นต้น
3. สัมมสนญาณ
ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์ คือ ยกรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายขึ้นพิจารณาโดยเห็นตามลักษณะที่เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มิใช่ตัว
4. อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ
ญาณอันตามเห็นความเกิดและความดับ คือ พิจารณาความเกิดขึ้นและความดับไปแห่งเบญจขันธ์ จนเห็นชัดว่า สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น ครั้นแล้วก็ต้องดับไป ล้วนเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทั้งหมด
5. ภังคานุปัสสนาญาณ
ญาณอันตามเห็นความสลาย คือ เมื่อเห็นความเกิดดับเช่นนั้นแล้ว คำนึงเด่นชัดในส่วนความดับอันเป็นจุดจบสิ้น ก็เห็นว่าสังขารทั้งปวงล้วนจะต้องสลายไปทั้งหมด
6. ภยตูปัฏฐานญาณ
ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว คือ เมื่อพิจารณาเห็นความแตกสลายอันมีทั่วไปแก่ทุกสิ่งทุกอย่างเช่นนั้นแล้ว สังขารทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นไปในภพใดคติใด ก็ปรากฏเป็นของน่ากลัว เพราะล้วนแต่จะต้องสลายไป ไม่ปลอดภัยทั้งสิ้น
7. อาทีนวานุปัสสนาญาณ
ญาณอันคำนึงเห็นโทษ คือ เมื่อพิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงซึ่งล้วนต้องแตกสลายไป เป็นของน่ากลัวไม่ปลอดภัยทั้งสิ้นแล้ว ย่อมคำนึงเห็นสังขารทั้งปวงนั้นว่าเป็นโทษ เป็นสิ่งที่มีความบกพร่อง จะต้องระคนอยู่ด้วยทุกข์
8. นิพพิทานุปัสสนาญาณ
ญาณอันคำนึงเห็นด้วยความหน่าย คือ เมื่อพิจารณาเห็นสังขารว่าเป็นโทษเช่นนั้นแล้ว ย่อมเกิดความหน่าย ไม่เพลิดเพลินติดใจ
9. มุญจิตุกัมยตาญาณ
ญาณอันคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสีย คือ เมื่อหน่ายสังขารทั้งหลายแล้ว ย่อมปรารถนาที่จะพ้นไปเสียจากสังขารเหล่านั้น
10. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ
ญาณอันคำนึงพิจารณาหาทาง คือ เมื่อต้องการจะพ้นไปเสีย จึงกลับหันไปยกเอาสังขารทั้งหลายขึ้นมาพิจารณากำหนดด้วยไตรลักษณ์ เพื่อมองหาอุบายที่จะปลดเปลื้องออกไป
11. สังขารุเปกขาญาณ
ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร คือ เมื่อพิจารณาสังขารต่อไป ย่อมเกิดความรู้เห็นสภาวะของสังขารตามความเป็นจริง ว่า มีความเป็นอยู่เป็นไปของมันอย่างนั้นเป็นธรรมดา จึงวางใจเป็นกลางได้ ไม่ยินดียินร้ายในสังขารทั้งหลาย แต่นั้นมองเห็นนิพพานเป็นสันติบท ญาณจึงแล่นมุ่งไปยังนิพพาน เลิกละความเกี่ยวเกาะกับสังขารเสียได้
12. สัจจานุโลมิกญาณ หรือ อนุโลมญาณ
ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจ คือ เมื่อวางใจเป็นกลางต่อสังขารทั้งหลาย ไม่พะวง และญาณแล่นมุ่งตรงไปสู่นิพพานแล้ว ญาณอันคล้อยต่อการตรัสรู้อริยสัจ ย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไป เป็นขั้นสุดท้ายของวิปัสสนาญาณ ต่อจากนั้นก็จะเกิดโคตรภูญาณมาคั่นกลาง แล้วเกิดมรรคญาณให้สำเร็จความเป็นอริยบุคคลต่อไป
13. โคตรภูญาณ
ญาณครอบโคตร คือ ความหยั่งรู้ที่เป็นหัวต่อแห่งการข้ามพ้นจากภาวะปุถุชนเข้าสู่ภาวะอริยบุคคล
14. มัคคญาณ
ญาณในอริยมรรค คือ ความหยั่งรู้ที่ให้สำเร็จภาวะอริยบุคคลแต่ละขั้น
15. ผลญาณ
ญาณในอริยผล คือ ความหยั่งรู้ที่เป็นผลสำเร็จของพระอริยบุคคลชั้นนั้นๆ
16. ปัจจเวกขณญาณ
ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน คือ สำรวจรู้มรรค ผล กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่เหลืออยู่ และนิพพาน เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่

จะเห็นว่า ไม่มีครับ การผ่านอุทยัพพยานุปัสสนาญาณแบบ 50

ที่นี้เรามาดูการเห็นเกิดดับของรูปนามของหลวงพ่อวัดปากน้ำกันบ้าง  เอามาจากหนังสือมรรคผลพิสดาร 1




จะเห็นว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำสอนครบหมด ที่ผมยกมานั้นมีการเห็น “ขันธ์ ๕”, “การเกิดและการดับของกาย”, “การพิจารณาพระไตรลักษณ์”

เท่าที่ยกไปนั้น จะเห็นว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำผ่าน “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” แบบ 100 % เต็มไปแล้ว 




กายธรรมสอนให้กายดับ




เรามาดูการโกหกของมหาโชดกกันต่อ  คราวนี้เป็นการโกหกแบบโง่งี่เง่าจนบรรยายเกือบไม่ถูก จากข้อความที่เน้นขีดเส้นใต้สีแดง ในภาพด้านบนนั้น สรุปได้ว่า “กายธรรมสอนหลวงพ่อวัดปากน้ำ ให้ทำกายธรรมให้ดับไป”

ดูความสมองหมา ปัญญาควายของมหาโชดกให้เห็นกันอย่างชัดๆ  กายธรรมที่ไหนที่จะมาสอนอย่างนั้น คือ สอนให้กายของตนเองดับไป  จะโกหกก็ไม่ได้ศึกษาให้ดีเสียก่อน

ผมขออธิบายหลักการการพูดคุยซักถามกายธรรมอีกครั้งหนึ่ง  เพื่อให้ท่านผู้อ่านเข้าใจได้ลึกซึ้งมากขึ้น

การเห็นกายธรรมนั้น ไม่ใช่เห็นกันง่าย และกายธรรมก็ไม่ใช่ “นิมิต” กายธรรมเป็นของที่มีอยู่จริง

คนที่จะเห็นกายธรรมได้ ต้องผ่าน “จิตตวิสุทธิ” ไปก่อน คือ ระดับของสมาธิของผ่านอัปปนาสมาธิไปแล้ว

การฝึกก็คือ จินตนาการถึงนิมิตก่อน  เมื่อเอานิมิตไปหยุดตรงฐานที่ 7 เหนือระดับสะดือ 2 นิ้วมือ

เมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วน ดวงนิมิตจะหายไป ผู้ปฏิบัติจะเห็นดวงปฐมมรรคขึ้นมาแทน  ขอย้ำอีกครั้งว่า การจะเห็นดวงปฐมมรรคได้นั้น ระดับของสมาธิของผ่านอัปปนาสมาธิไปแล้ว

ต่อมาจากนั้น ก็ต้องผ่านดวงธรรม 6 ดวงของกายแต่ละกายจำนวน 18 กาย ถึงจะไปถึงกายธรรมพระอรหัตละเอียด ขนาดหน้าตักกว้าง 20 วาของใครของมัน

เมื่อเห็นกายธรรมพระอรหัตละเอียดแล้ว จะต้องเอาใจของเรา เข้าไปตามฐาน 1-2-3 และ 7 ของกายธรรมพระอรหัตละเอียด  ก็จะเห็นดวงธรรมของกายธรรมพระอรหัตละเอียด  ต่อจากนั้น ต้องเอาดวงธรรมของเรา ซ้อนกับดวงธรรมของกายธรรมพระอรหัตละเอียด 

ปัญหาที่จะต้องแก้ก็คือ ดวงธรรมของเราเล็กกว่าดวงธรรมของกายธรรมมาก ก็ต้องทำให้ดวงธรรมของกายธรรมเล็กเท่าดวงธรรมของเรา หรือทำดวงธรรมของเราให้ใหญ่เท่ากับของกายธรรม

ซ้อนให้เป็นดวงเดียวกัน จุดศูนย์กลางของดวงธรรมก็เป็นจุดเดียวกัน แล้วจึงทูลถามกายธรรมได้

ดังนั้น  ผมขอฟันธงไปเลยว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่สามารถพูดคุยกับกายธรรมได้  ถ้าจะมาฝึกสายยุบหนอพองหนอก็ไม่ต้องมา “ฝึกในระดับเบื้องต้นอีกแล้ว”  ไปฝึกในระดับสุทธิ 7 กับ วิปัสสนาญาณ 16  กันเลย

แต่ผมขอฟันธงไปอีกครั้งว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่ฝึกปฏิบัติธรรมแบบวิชาธรรมกายและสามารถพูดคุยกับกายธรรมได้ จะหันมาเรียนยุบหนอพองหนอ รับรองไม่มีใครทำอย่างนั้น

ในกรณีของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น  คงจะใช้วิธีซักถามพูดคุยกับมหาโชดกมากกว่า ที่จะต้องมาหัดเดินจงกรม  หรือมาภาวนา เห็นหนอ อะไร.........หนอ อย่างที่มหาโชดกโกหกออกมาอย่างนั้น

ต่อมา ข้อความในส่วนที่ขีดเส้นใต้สีเขียว ดังนี้

พอท่านกำหนดเห็นหนอ เห็นหนอ ธรรมกายนั้น ดับวูบลงไปเลย  ท่านอุทานออกมาว่า “เราเป็นขี้ข้าคนมาหลายสิบปีแล้ว ไม่เท่าไรก็จะตายแล้ว” ดังนี้

ข้อความนี้ มหาโชดกก็โกหกอีก  สำหรับข้อความที่ว่า “เราเป็นขี้ข้าคนมาหลายสิบปีแล้ว ไม่เท่าไรก็จะตายแล้ว” เท่าที่ผมอ่านหนังสือของหลวงพ่อวัดปากน้ำมา หลวงพ่อเคยพูดไว้ ณ ที่ใดที่หนึ่ง แต่ผมยังค้นไม่พบว่าอยู่ตรงไหน

มหาโชดกคงไปอ่านพบเข้า เลยเอามาผสมผเสปนเปกันไปเพื่อโกหกในครั้งนี้  จะเห็นว่า ข้อความไม่ได้สอดคล้องเป็นเรื่องเดียวกัน

กล่าวคือ “ธรรมกายนั้น ดับวูบลงไปเลย  ” แล้วอุทานว่า “เราเป็นขี้ข้าคนมาหลายสิบปีแล้ว ไม่เท่าไรก็จะตายแล้ว” มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร และมีความหมายอย่างไร มหาโชดกก็ไม่อธิบายอีก

ตรงนี้ ผมขอยกวิธีสอนการเดินฌานสมาบัติในหนังสือมรรคผลพิสดาร 1 ของหลวงพ่อวัดปากน้ำมาเป็นตัวอย่างดังนี้




และขอให้ดูการตารางเปรียบเทียบวิสุทธิ 7 กับ วิปัสสนาญาณ 16  กันอีกสักครั้งหนึ่ง

ศีลวิสุทธิ
1.  ปาฏิโมกขสังวรศีล
2.  อินทรียสังวรศีล
3.  อาชีวปาริสุทธิศีล
4.  ปัจจัยสันนิสิตศีล
จิตตวิสุทธิ
-  อุปจารสมาธิ
-  อัปปนาสมาธิ ในฌานสมาบัติ
ทิฏฐิวิสุทธิ
1.  นามรูปปริจเฉทญาณ
กังขาวิตรณวิสุทธิ
2.  นามรูปปัจจัยปริคคหญาณ
มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ

3.  สัมมสนญาณ
4.  อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ (ตรุณอุทยัพพยญาณ)
ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ

4.  อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ (พลวอุทยัพพยญาณ)
5.  ภังคานุปัสสนาญาณ
6.  ภยตูปัฏฐานญาณ
7.  อาทีนวานุปัสสนาญาณ
8.  นิพพิทานุปัสสนาญาณ
9.  มุจจิตุกัมยตาญาณ
10.  ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ
11.  สังขารุเบกขาญาณ
12.  สัจจานุโลมิกญาณ
ญาณทัสสนวิสุทธิ

13.  โคตรภูญาณ
14.  มัคคญาณ
15.  ผลญาณ
16.  ปัจจเวกขณญาณ

จะเห็นว่า การเดินฌานสมาบัติของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ตรงกับ จิตตวิสุทธิ -  อุปจารสมาธิ  อัปปนาสมาธิ ในฌานสมาบัติ  ของคัมภีร์วิสุทธิมรรคแล้ว

การเดินฌานสมาบัติดังกล่าว เป็นหัวข้อ “06-วิธีเข้าฌานสมาบัติ”  ในหนังสือมรรคผลพิสดาร 1 ซึ่งมีทั้งหมด ประมาณ  47 หัวข้อ

พิจารณาเนื้อหากันแค่หนังสือมรรคผลพิสดาร 1 ความรู้ของหลวงพ่อวัดปากน้ำก็เลยหน้ามหาโชดกอย่างไม่เห็นฝุ่นแล้ว

ถ้าจะเปรียบเทียบอีกแบบหนึ่งคือ ฟ้ากับเหว ก็ยังไม่สะใจ  ต้องเปรียบเทียบแบบนี้ คือ “นิพพานกับนรกโลกันต์” นั่นแหละจึงจะใกล้เคียง

ข้อเขียนของมหาโชดกจึงเป็นการโกหกคำโต เพราะ อยากจะสร้างภาพตัวเองว่า เก่งกล้าสามารถ  เมื่อเห็นว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำขึ้นอยู่กับสายงานบริหารของตนเอง ก็จึงพยายามใช้หลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นเครื่องมือ

เมื่อมหาโชดกตายลงปุ๊บ  ความฉิบหายวายป่วงจึงเกิดขึ้น เพราะ ชีวิตหลังความตายนั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำมีอิทธิพลสูงมาก 

มหาโชดกจึงตกไปสู่อบายภูมิประเภทที่ว่า “ไม่ต้องคิดว่า จะได้มาเกิดเมื่อไหร่”  การที่จะต้องมาเกิดใหม่ช้านั้น มันดีถ้าอยู่ในสุคติภูมิ  แต่นี่มหาโชดกอยู่ในอบายภูมิ...

สมน้ำหน้าของแกแล้ว โชดกเอ๋ย..............




ขอให้จิตสงบเงียบทำไม



มาดูการโกหกพกลมของมหาโชดก อันเป็นสาเหตุให้ต้องตนนรกกันต่อ

ข้อให้ดูข้อความที่ผมเน้นด้วยการขีดเส้นใต้ด้วยเส้นสีน้ำเงินก่อน  ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นเรื่องสำคัญที่ยืนยันได้ว่า มหาโชดกไม่ได้เชื่อการสอนของพระพม่านัก  การสอนของท่านจึงมั่วไปหมด

ข้อความที่ว่าก็คือ “แล้วจึงนั่ง ให้นั่งนานประมาณ ๕๐ นาที หรือ ๑ ชั่วโมง”  ตรงนี้ ผมอยากจะถามจริงๆ ว่า “ให้นั่งทำห่าอะไร”  

แล้วให้นั่งแบบไหน ภาวนาอะไร หรือให้นั่งเล่นฆ่าเวลาไปเฉยๆ

การให้ “นั่งนานประมาณ ๕๐ นาที หรือ ๑ ชั่วโมง”  แบบนี้ สาวกของพระพม่ากลุ่มอื่นๆ ไม่ทำกัน  ทำแต่พวกสาวกของพระมหาโชดกเท่านั้น

ผมก็พยายามอ่านมานานแล้วว่า ตรงนี้จะให้ปฏิบัติแบบไหน แต่ยังไม่พบหลักฐานเลย เห็นแต่ว่าให้ทำกันให้นานเท่าไหร่ก็ได้ เท่าที่ทำได้

การสอนของพระพม่านั้น ผมงานมาเกือบทั้งหมดทุกสาขาในประเทศไทย  คำสอนของพระพม่าที่แปลเป็นภาษาอังกฤษเอง ผมก็ตามไปอ่าน เพราะ บังเอิญผมจบปริญญาเอกที่อังกฤษด้วย  จึงบังเอิญอ่านภาษาอังกฤษได้บ้าง

ไม่มีกลุ่มไหนของสาวกพระพม่าที่จะให้มา “นั่งนานประมารณ ๕๐ นาที หรือ ๑ ชั่วโมง”  แบบนี้  ทุกกลุ่มจะเน้นให้มีสติรู้สึกตัวตลอดเวลาเท่านั้น 

ไม่ให้เอาสติไปทำอย่างอื่นเลย

ขอให้ดูหลักฐานจากหนังสือของมหาโชดกเองดังนี้



จะเห็นว่า การอธิษฐานว่า ขอให้จิตสงบเงียบ ตั้งแต่ 5 นาที จนถึง 72 ชั่วโมงนั้น มหาโชดกก็ไม่บอกว่า ให้ทำอย่างไร  คือ ให้นั่งเงียบไปเฉยๆ หรือนั่งภาวนาพุทโธ หรือให้ทำอย่างไร

ตรงนี้ ผมยืนยันเลยว่า มหาโชดก “พบ” ข้อบกพร่องการสอนของพระพม่า จึงพยายามพัฒนาให้ดีขึ้น แต่ด้วยความสมองหมา ปัญญาควายของมหาโชดก จึงไม่รู้จะพัฒนาอย่างไร ก็เลยทำมั่วๆ ให้นั่งไปอย่างนั้นเอง

สำหรับที่มาของการพัฒนาแบบมั่วๆ ดังกล่าว ขอให้ดูการตารางเปรียบเทียบวิสุทธิ 7 กับ วิปัสสนาญาณ 16  กันอีกสักครั้งหนึ่ง

ศีลวิสุทธิ
1.  ปาฏิโมกขสังวรศีล
2.  อินทรียสังวรศีล
3.  อาชีวปาริสุทธิศีล
4.  ปัจจัยสันนิสิตศีล
จิตตวิสุทธิ
-  อุปจารสมาธิ
-  อัปปนาสมาธิ ในฌานสมาบัติ
ทิฏฐิวิสุทธิ
1.  นามรูปปริจเฉทญาณ
กังขาวิตรณวิสุทธิ
2.  นามรูปปัจจัยปริคคหญาณ
มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ

3.  สัมมสนญาณ
4.  อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ (ตรุณอุทยัพพยญาณ)
ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ

4.  อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ (พลวอุทยัพพยญาณ)
5.  ภังคานุปัสสนาญาณ
6.  ภยตูปัฏฐานญาณ
7.  อาทีนวานุปัสสนาญาณ
8.  นิพพิทานุปัสสนาญาณ
9.  มุจจิตุกัมยตาญาณ
10.  ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ
11.  สังขารุเบกขาญาณ
12.  สัจจานุโลมิกญาณ
ญาณทัสสนวิสุทธิ

13.  โคตรภูญาณ
14.  มัคคญาณ
15.  ผลญาณ
16.  ปัจจเวกขณญาณ

ขอให้ดูตรงจิตตวิสุทธิ ตรงนี้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคก็คือ การปฏิบัติฌาน 1-8 แบบอนุโลม-ปฏิโลม ซึ่งอยู่ในส่วนของสมาธินิเทศ

มหาโชดกนั้น เกลียดฌานแบบพระพม่า จึงไม่มีการทำสมถะกรรมฐาน หลอกตัวเองไปว่า สามารถทำวิปัสสนากรรมฐานโดยไม่ผ่านสมถะกรรมฐานก็ได้

เมื่อไม่ผ่านฌาน 1-8 มาก่อน ก็ไม่มีทางที่จะไปวิปัสสนากรรมฐานได้  ดังนั้น มหาโชดกจึงไปคิดเอา การอธิษฐานว่า ขอให้จิตสงบเงียบ ตั้งแต่ 5 นาที จนถึง 72 ชั่วโมงนั้น มาแทน

แต่อย่างที่ผมบอกไปแล้วหลายครั้งว่า มหาโชดกไปเรียนที่ประเทศพม่า แบบไม่รู้ภาษาพม่า เพียง 9 เดือน แล้วจะได้อะไรกลับมา

ท่านก็ได้เพียง “ความโง่” กลับมาเท่านั้น

ต่อมาคือ ข้อความที่ขีดเส้นใต้สีแดงที่ว่า

ท่านเล่าว่า เห็นพระสงฆ์เป็นจำนวนมาก อยู่ที่ศาลาโรงฉัน ท่านก็ไปร่วมอยู่กับพระเหล่านั้น ให้ท่านกำหนดว่า “เห็นหนอๆ” ประมาณ ๖-๗ ครั้ง ภาพนั้นจึงค่อยๆ หายไป แสดงว่า สมาธิยังอ่อน

นี่ก็เป็นการโกหกคำโตของมหาโชดกอีกเช่นเคย  เป็นการโกหกที่จับได้จากความไม่สมเหตุสมผลให้การเขียนเอง

ตรงนี้เป็นการสอบอารมณ์  ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับในทางโลกก็คือ การสอบปากเปล่า  คือถามกันไป ตอบกันมา  การสอบแบบนี้ ไม่ใช่จะต้องมาปฏิบัติกันตรงนั้น และแก้ไขกันตรงนั้น 

มันจะต้องเป็นการแนะนำ และให้ไปปฏิบัติต่อ แล้วเอามาคุยกันใหม่ในภายหลัง ข้อเขียนดังกล่าวจึงเป็นการเขียนที่โกหก และเป็นการโกหกที่ไม่แนบเนียน 

สำหรับการที่กล่าวว่า เห็นหนอๆ แล้วพระหายไปก็เป็นการโกหกอีกเช่นเคย แต่จะไปเขียนรวมกันในบทความต่อไป